กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ขอลองนำเทคนิคนี้ไปทดลองใช้ดุนะครับ
2
เป็นเทคนิคในการปั่นที่ดีครับ
3
แบ่งปันภาพถ่าย / หลักการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น
« กระทู้ล่าสุด โดย Chikona เมื่อ มีนาคม 19, 2019, 11:54:32 AM »
ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้น เราจะต้องทำความรู้จักก่อนว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจในระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ดียิ่งขึ้น

คอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic device) ที่มนุษย์นำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการจัดเก็บข้อมูล อาจเป็นได้ทั้งรูปแบบของตัวเลข ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความหมายของสิ่งต่างๆ โดยมีคุณสมบัติสำคัญคือการที่สามารถกำหนดชุดคำสั่งล่วงหน้าหรือโปรแกรมได้ จึงทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายรูปแบบและมีประสิทธิภาพมีความถูกต้องและมีความรวดเร็วอีกด้วย

เมื่อรู้แล้วว่าคอมพิวเตอร์คืออะไร คราวนี้จะมาแนะนำการใช้คอมพิวเตอร์เบื้องต้นต่างๆ ที่จำเป็น โดยเริ่มตั้งแต่เปิดเครื่อง เปิดโปรแกรมที่จำเป็น การจับเม้าส์ จนกระทั่งปิดโปรแกรมที่ไม่ต้องการใช้งานแล้วเป็นต้น

เริ่มจากเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
ตรวจสอบว่าเสียบปลั๊กไฟทุกเส้นที่ต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วหรือไหม
กดปุ่ม power ที่ตัวเครื่อง PC จะเห็นไฟติดที่หน้าจอ, เครื่อง และแป้นพิมพ์
รอสักพักที่หน้าจอภาพจะมีข้อความเพื่อตรวจสอบระบบต่างในตัวเครื่อง จากนั้นจะมีเสียงดังขึ้น 1 ครั้ง
ภาพหน้าจอจะขึ้นคำว่า Windows เป็นสัญลักษณ์ว่าเครื่องพร้อมใช้งาน

การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
คลิกที่ปุ่ม Start
เลือก Shut down
แล้วเลือกปุ่ม ok เพียงเท่านี้เครื่องก็จะทำการปิดระบบต่างๆของเครื่องคอมพิวเตอร์
หลังจากนั้นเครื่องจะดับเอง และต้องกดปิดสวิทช์ที่หน้าจอ

การกดปุ่มบนเม้าส์ (Mouse)
หากสังเกตจะเห็นว่าที่เม้าส์มี 2 ปุ่ม ซ้ายและขวา ส่วนบางรุ่นก็จะมีล้อตรงกลางเพื่อใช้เลื่อน ขึ้น ลง บนหน้าจอภาพ ซึ่งมีวิธีการกดปุ่มเม้าส์อยู่ทั้งหมด 4 วิธีคือ
คลิก (Click) คือการนำนิ้วชี้กดปุ่มด้านซ้ายของเม้าส์ 1 ครั้ง เพื่อใช้ในการเลือกสิ่งต่างๆบนจอภาพ
ดับเบิ้ลคลิก (Double Click) คือการนำนิ้วชี้กดปุ่มด้านซ้ายของเม้าส์ 2 ครั้งติดกันอย่างเร็วๆ ใช้สำหรับเปิดโปรแกรมที่อยู่ด้านซ้ายของจอภาพ
แดร๊ก (Drag) คือการกดปุ่มซ้ายของเม้าส์ค้างเอาไว้ แล้วลากเม้าส์เพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆ
คลิกขวา (Right-Click) คือการใช้นิ้วกลางกดไปที่ปุ่มข้างขวาของเม้าส์ 1 ครั้ง ใช้เพื่อเข้าเมนูลัดของโปรแกรม

การขยายหน้าต่างของโปรแกรมให้เต็มจอภาพ
เลื่อนเม้าส์ไปที่หน้าต่างด้านบนขวามือ แล้วคลิกปุ่มที่เป็นขีดลบ จะขึ้นคำว่า Minimize
คลิกลงไป 1 ที ระบบก็จะทำการซ่อนหน้าต่างลงไปไว้ด้านล่างตรงทาสบาร์
ส่วนที่ทาสบาร์จะมีคำเขียนไว้ว่าซ่อนโปรแกรมอะไรไว้
หากต้องการเรียกขึ้นมาใช้งานให้คลิกที่ปุ่มด้านล่างทาสบาร์ที่ซ่อนเอาไว้ เครื่องก็จะทำการเปิดหน้าต่างโปรแกรมที่ซ่อนเอาไว้ขึ้นมาแทน

นี่เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานคอมพิวเตอร์เบื้องต้นเท่านั้น ยังมีขั้นตอนต่างๆ อีกมากมายที่ผู้ใช้งานควรที่จะต้องเรียนรู้ ก่อนที่จะเริ่มใช้งานจริง
4
แบ่งปันภาพถ่าย / อาการปวดหลัง แบบไหน อันตราย?
« กระทู้ล่าสุด โดย Eaincva เมื่อ มีนาคม 14, 2019, 05:06:41 PM »
อาการปวดหลังที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อ โดยอาจเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมากเกินไป หรือเกิดอุบติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อาจจะหายได้เองหากงดการใช้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นสักพัก หรือมียาทาภายนอกที่ช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ แต่หากมีอาการปวดหลังที่พ่วงด้วยอาการอื่นๆ ดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คอย่างละเอียด
    มีอาการปวดที่เดิมๆ อย่างต่อเนื่องมากกว่า 6 สัปดาห์
    ปวดมากจนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ อาการไม่ทุเลาลง
    ปวดแบบเจ็บแปลบจิ๊ดๆ เหมือนเข็มจิ้ม
    ปวดร้าวยาวลงไปจนถึงต้นขา จนอาจมีอาการขาอ่อนแรง ปวดปลีน่อง จนทำให้เดินลำบาก หรือเดินได้นิดหน่อยก็ปวด
    ปวดบริเวณก้นกบ ที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ
    มีอาการปวดปัสสาวะแสบขัด มีสีขุ่น หรือมีไข้ ร่วมกับอาการปวดหลังบริเวณเอว (อาจเป็นอาการเริ่มต้นของอาการนิ่วในไต หรือไตอักเสบ)
    ปวดจนขา หรือเท้ามีอาการชา
    เคลื่อนไหวอย่างอิสระไม่ได้ เช่น ก้มตัว ยืดตัวตรง
    กลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระเริ่มไม่ค่อยอยู่
หากไม่สามารถหาสาเหตุของอาการปวดหลังได้ และยังมีอาการปวดหลังอย่างต่อเนื่องมากกว่า 6 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยละเอียด เพื่อสาเหตุที่แท้จริง และแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุจะดีที่สุดค่ะ เพราะถึงทานยาคลายกล้ามเนื้อ ทายาแก้ปวดภายนอกหมดไปมากเท่าไร อาการอาจไม่ดีขึ้นหากเราไม่ทราบปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
5
แบ่งปันภาพถ่าย / วิธีง่ายๆ ในการ เลือกรองเท้าวิ่ง มาราธอน
« กระทู้ล่าสุด โดย Jiosdea เมื่อ มีนาคม 06, 2019, 12:10:08 PM »
จะมองหารองเท้าสำหรับวิ่งมาราธอนสักคู่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย โดยส่วนใหญ่นักวิ่งมักจะมองหารองเท้าที่มีน้ำหนักเบา (Lightweight) แต่ก็มีสามารถซัฟฟอร์ท (Support) ฝ่ายเท้านักวิ่งได้ดี แน่นอนว่ารองเท้าตระกูล Racing shoes จะเป็นตัวเลือกแรกๆ ของนักวิ่ง อย่างเช่น Asics Tartherzeal, sky sensor ตระกูล Mizuno ก็เช่น Hitogami, ekiden Wave Cruise และ wave emperor สำหรับ Adidas ก็จะเป็นรุ่น Adios หรือจะ Nike Vaporfly 4 ที่กำลังโด่งดังในขณะนี้

ใครที่สนใจรองเท้า Racing shoes ก็สามารถเดินเข้าไปเลือกช้อปปิ้งได้ที่ Supersport ได้เลยนะครับ แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ารองเท้าตระกูลนี้ จะเหมาะกับนักวิ่งที่มีประสบการณ์ (มือเก๋าขาแรงทั้งหลาย) และระดับ Elite พวกนักวิ่งปอดเหล็กวิ่งมาราธอน Sub4 นั้นละครับ ถ้ามือใหม่ใส่ไปวิ่งระวังจะปวดฝ่าเท้าเอานะครับ เพราะพื้นในส่วน midsole จะบางและผนังรองเท้าภายในไม่มีการบุผ้านุ่มให้ใส่สบายเท้า เขาเน้นน้ำหนักเบาจะตัดส่วนที่ไม่สำคัญออกไปหมด

สำหรับนักวิ่งธรรมดาทั่วไป วิ่งเพื่อสุขภาพ วิ่งเพื่อเปลี่ยนและค้นหาชีวิตใหม่ หรือกำลังพัฒนาฝีมือการวิ่ง เราก็มีหลักเกณฑ์ในการเลือกรองเท้าวิ่งมาราธอนมาฝากกัน

1. คุณภาพวัสดุและความทนทาน

รองเท้าวิ่งมาราธอนหรือสำหรับวิ่ง Long run ต้องทำด้วยวัสดุที่ดี สามารถตรวจสอบด้วยสายตาได้ว่าการตัดเย็บและวัสดุที่ใช้เกรดขนาดไหน ดูจากส่วน upper ของรองเท้าไล่ไปถึงส่วน Mid sole และ Outer sole จากนั้นลองดูภายในรองเท้า แผ่นรองเท้าและวัสดุหุ้มภายใน ทั้งนี้รองเท้าที่ต้องวิ่งไปกับเรากว่า 10 กิโลเมตร ต้องทนทานรับแรงบิดดึงอัดได้ดี

2. ไซด์และความฟิตเข้ากับฝ่าเท้า

เลือกไซด์ผิดชีวิตเปลี่ยน ถ้านักวิ่งเลือกไซด์ผิดใส่แล้วไม่ฟิตเข้ากับเท้า รับรองได้ว่าต้องมีอาการอยากขว้างรองเท้าทิ้ง แล้ววิ่งเท้าเปล่ายังดีกว่าอีก ขนาดไซด์และความฟิตมีผลต่อ Performance และที่สำคัญอาจจะทำให้เกิดอาการบาดเจ็บขึ้นได้

ถ้าเลือกรองเท้าที่หลวมไป จะมีช่องว่างให้เท้าเราขยับไปมาหน้าหลัง ทำให้เกิดเท้าพองได้ (Blister) และขาดความมั่นคงในการลงฝ่าเท้า (Instability) แต่ละครั้ง เหมือนเราจะหาจุดแลนด์ดิ้งเท้าไม่เจอ สูญเสียความรู้สึกที่เชื่อมต่อระหว่างเท้าและพื้นถนน ถ้าเลือกรองเท้าที่ฟิตเกินไป แน่นอนว่ามันจะรัดฝ่าเท้า ทำให้เกิดการปวดตามข้อและนิ้วเท้า ที่เห็นได้ชัดคือเล็บนิ้วเท้าจะม่วงช้ำ ระบบการไหลเวียนเลือดไหลไม่คล่องตัว ร้ายสุดจะส่งผลต่อกระดูกฝ่าเท้าด้วย รองเท้าวิ่งเองก็จะมีอายุสั้นลง

แนะนำว่าเลือกรองเท้าที่ให้ความรู้สึกฟิตเข้ากับเท้า ให้มีพื้นที่ส่วนหน้านิ้วเท้าเหลือไว้นิดหนึ่ง เพราะเวลาวิ่งนานๆ เท้าจะยืดขยายใหญ่ขึ้น

3. ระบบรับแรงกระแทกและความหนานุ่ม (Cushion) กับรองเท้าซัพพอร์ต (Support)

รองเท้าประเภทนี้จะมีส่วน midsole ที่ใหญ่ เพื่อทำหน้าที่รับน้ำหนักลดแรงกระแทก ให้ความรู้สึกนุ่มสบายเท้า แต่ที่ควรรู้ไว้เมื่อจะเลือกใช้รองเท้านี้ รองเท้าจะมีน้ำหนักมากกว่ารองเท้าวิ่งธรรมดา สำหรับวัยรุ่นวัยหนุ่มสาวที่ยังแข็งแรง อายุไม่มาก ไม่มีปัญหาเรื่องข้อเข่า ก็ควรเลือกรองเท้าแบบธรรมดา ไม่ต้องเน้น Cushion ก็ได้ ยิ่งรองเท้าหนักก็จะยิ่งทำความเร็วได้ยาก แม้จะรู้สึกว่าหนักกว่าไม่กี่สิบกรัม แต่ในเวลาที่วิ่งมาเหนื่อยๆ และเหนื่อยมากๆ อย่างการวิ่งมาราธอน แค่น้ำหนักไม่กี่กรัม กล้ามเนื้อนักวิ่งจะรับรู้ได้ถึงความหนัก ความหน่วงของวัตถุบนร่างกายเลยที่เดียว แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนามาไกลมาก บางยี่ห้อ สามารถทำให้รองเท้าประเภท Cushion มีความบางมากขึ้นแทบจะเหมือนรองเท้าวิ่งธรรมดาเลยล่ะ

รองเท้าตระกูลรองรับแรงกระแทกดีๆ (cushion shoe) ก็มี Brooks Glycerin ตัวนี้จะหักหน่อยนะ ส่วนตัวเบาๆ ที่เรียกว่าเป็น Lightweight cushion shoe ก็มี Asics GEL-Nimbus 20 กับ Kayano 24 และ New Balance fresh Foam Zonte3

ในส่วนของรองเท้าประเภท Support จะทำมาเพื่อคนที่มีปัญหาการวิ่งแล้วลงเท้าเอียง เอียงบิดเข้า (Overpronation) หรือบิดออก (Underpronation) และคนที่มีเท้าแบน (Flat feet) แต่ส่วนมากเท้านักวิ่งที่มีปัญหาจะพบอยู่สองแบบคือ Overpronation กับ Flat feet

สำหรับคนที่มีปัญหาการลงเท้าแล้วบิดเข้าหรือบิดออกและเท้าแบน มีหนึ่งแบรนด์ที่แนะนำให้เลือกใช้นั้นคือ Brooks ซีรีย์ Ravenna, Transcend และ Asteria เวลาเลือกซื้อให้ถามพนักงานดูนะครับ รองเท้าของ Brooks จะมีตัวเลือกที่เยอะให้นักวิ่งเท้ามีปัญหา นอกจากแบรนด์ Asics ก็มีให้เหมือนกัน แค่ราคาจะแพงกว่า Brooks

สุดท้ายนี้นักวิ่งควรมีรองเท้าซ้อมวิ่งมากกว่า 1 คู่ขึ้นไป เหตุเพราะรองเท้าแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น แต่ละแบบจะมีผลกระทบต่อการฝึกซ้อมของนักวิ่ง มีผลต่อกล้ามเนื้อและกระดูกฝ่ายเท้าต่างกันไป แม้แต่ยี่ห้อเดียวกันแต่คนละซีรีย์ยังมีผลต่อมัดกล้ามเนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างไม่รู้ตัว นอกจากนี้การสลับรองเท้าวิ่งไปมาจะใช้ให้เราเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อชุดเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา ปกติจะแนะนำให้เลือกซื้อรองเท้าสำหรับการวิ่ง Long run หนึ่งคู่และรองเท้าสำหรับการวิ่งระยะสั้น เอาไว้ทำความเร็ว ฝึกการทำสปีดสัก 1คู่
6
แบ่งปันภาพถ่าย / 5 นิสัย น่ารัก เข้ากับเพื่อนใหม่ได้ฉลุย
« กระทู้ล่าสุด โดย Sanimaka เมื่อ มีนาคม 05, 2019, 12:30:15 PM »
เวลาที่เพื่อนๆ เข้า โรงเรียน เข้ากลุ่ม เข้าชมรมใหม่ ก็ต้องเจอเพื่อนใหม่ มากหน้าหลายตา จะบอกให้ว่าพวกเพื่อนๆเหล่านี้แหละ จะเป็นกลุ่มเพื่อนที่ น่ารัก ของเราในอนาคต ที่สดใสต่อไป ^^ แต่หลายคนคงยังอายและไม่กล้าที่จะเริ่มทักทาย พูดคุย หรือ ทำตัวแบบไหนดี? ให้เข้ากับเพื่อนๆกลุ่มใหม่ได้ วันนี้ teen.mthai ก็มี?10นิสัย น่ารัก เข้ากับเพื่อนใหม่ได้ฉลุย มาบอกกันค่า

(1) ยิ้ม

ตื่นขึ้นมา… ให้ส่องกระจก ยิ้มให้ตัวเอง ก่อนคนอื่นจะยิ้มให้เรา หรือไม่ ควรฝึกยิ้มน้อย ๆ ให้ตัวเองทุกครั้งที่ส่องกระจก เพราะยิ้มเป็นคุณสมบัติแรกของคน น่ารัก
เวลาพบใคร… ให้สบตา ยิ้มหน่อย และควรเป็น “ยิ้มที่ไม่หวังยิ้มตอบแทน” เพราะวันนี้…อาจจะเป็นวันที่ไม่ค่อยดีสำหรับคนอื่น (bad day) ก็ได้ เช่น คนที่เรายิ้มให้อาจจะไม่ถูกหวย ปวดหัว หรือมีอาการวัยทองแฝงเร้นอยู่ภายใน ฯลฯ
ถ้าเขินที่จะยิ้ม… ให้ “แย้ม” หรือยิ้มนิด ๆ แทน
 
(2) ทักทาย

อาจารย์ ท่านแนะนำ ให้หัดกล่าว ‘hello (ฮัลโหล)’ หรือ ‘hi (ฮาย)’ เวลาทักท่านไม่ให้ “ทักแต่ปาก” ทว่า… ให้โบกไม้โบกมือ หรือพนักหน้าไปด้วย เพื่อแสดงความหนักแน่น
คนไทยหรือคนเอเชียมีวัฒนธรรมที่ต่างจากฝรั่ง ไม่กล่าวฮัลโหลก็ไม่เป็นไร ขอให้ทักทายอะไรคนอื่นก่อนสักอย่าง ไหว้ก็ได้ ฮัลโหลก็ดี (ตามสมควร)
 
(3) ถามคนอื่นว่า “(เขาหรือเธอ) ทำอะไรอยู่เหรอ”

การถามแบบนี้ไม่ได้มุ่งหวังคำตอบ เพียงแต่ถามเพื่อทักทาย คล้าย ๆ กับที่คนไทยและชาวพม่าชอบถามว่า “สบายดีไหม” หรือคนจีนชอบถามว่า “กินข้าวแล้วยัง”
การยิ้มให้และไม่พูดอะไรเลยอาจ ทำให้อีกฝ่าย หนึ่งอึดอัดได้… การพูดแบบนี้เรียกว่า “การพูดละลายน้ำแข็ง (Break the ice. = การพูดเพื่อเปิดตัว รู้จักกัน ทักทายกัน หรือทำลายกำแพงของความเงียบและความไม่รู้จักกัน)
 
(4) เป็นนักฟังที่ดี

ไม่ว่าอีกฝ่ายจะร้ายหรือดีเพียงไร คน น่ารัก มักจะตั้งใจรับฟัง… ถ้าไม่อยากรับฟังนานเกินก็อาจ “ขอตัว” เช่น กล่าวว่า ขอตัวไปซื้อกับข้าว ฯลฯ
คน น่ารัก ส่วนใหญ่จะไม่พูดเรื่องที่ตัวเองสนใจมาก ทว่า… จะรับฟัง หรือเชิญอีกฝ่ายให้พูดเรื่องที่ (อีกฝ่าย) สนใจ และไม่ “ขัดคอ” ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ
 
(5) สุภาพอ่อนน้อม

อาจารย์ท่านแนะนำให้พูดคำต่อไป นี้บ่อย ๆ ได้แก่ ‘please = ได้โปรด กรุณา’ , ‘thank you = ขอบคุณ ขอบใจ’ , ‘You are welcome. = ยินดีต้อนรับ’ , ‘sir = ท่าน (ผู้ชาย)’ , ‘madam’ หรือ ‘ma’am = แมม / ท่าน (ผู้หญิง)’ , ‘Excuse me = ขอโทษ (เช่น เวลาขอทางเดิน ฯลฯ)’ , ‘sorry = เสียใจ (ใช้แทนคำขอโทษได้)’
คน น่ารัก มักจะมีลักษณะสำคัญได้แก่ ‘Be patient, observant and considerate’ ได้แก่ “อดทน ช่างสังเกต (ความรู้สึกของคนอื่น ไม่เฉยเมยต่อความรู้สึกของคนรอบข้าง) และมีน้ำใจ”
7
วันละภาพ / Re: ใครมีภาพที่ภูเก็ตบ้างครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย Cristofro เมื่อ มีนาคม 04, 2019, 01:51:10 PM »
จะไปเที่ยวหรอครับ
8
สำหรับคนที่กำลังหาซื้อหูฟังมาใช้ฟังเพลงง่ายๆ ร่วมกับสมาร์ทโฟน แต่ยังไม่รู้วิธีเลือกหูฟังที่ปัจจุบันมีแบรนด์ต่างๆทำออกมาขายกันเต็มไปหมดไม่รู้จะเลือกอันไหนดี วันนี้เรามี 6 วิธีพื้นฐานในการเลือกซื้อหูฟังมาแนะนำกัน

1.ลองหูฟังด้วยตัวเองก่อนซื้อทุกครั้ง

สิบปากว่าก็ไม่เท่าตัวเองฟัง มีหลายๆ คนที่ไปอ่านรีวิวหูฟังตามเว็บไซต์ต่างๆ แล้วก็เดินไปซื้อในร้านทันทีที่เจอหูฟังที่คิดว่าน่าจะดีจากการไปอ่านรีวิวมา โดยบางร้านก็ไม่มีหูฟังตัว demo ให้ลองฟังก่อน พอซื้อมาแล้วก็ไม่ถูกใจ เพราะฉะนั้นควรจะซื้อจากร้านที่มีหูฟัง demo ให้ลองก่อน ซึ่งถ้าลองแล้วซื้อกลับมาฟังยังรู้สึกว่าทำไมตัวที่ซื้อมาเสียงไม่เหมือนกับตัวที่ลองฟัง อาจเป็นเพราะว่าหูฟังใหม่ของเรายังไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน ชิ้นส่วนต่างๆอย่างไดอะแฟรมซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสียงก็ยังมีความยืดหยุ่นไม่มาก พอใช้งานตามปกติไปประมาณ 100 ชั่วโมงเสียงก็จะดีขึ้น เรียกว่าเป็นการเบิร์นหูฟังนั่นเอง (แนะนำว่าอย่าใช้ไฟล์พวก pink noise มาเบิร์นหูฟัง จะทำให้หูฟังเสียหายได้ครับ)

2.เลือกแนวเสียงที่ตัวเองชื่นชอบ

ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรที่ตายตัวว่าเพลงแนวนี้จะต้องเลือกใช้หูฟังที่มีแนวเสียงแบบนี้เท่านั้น จริงอยู่ที่ว่าเพลงบางแนวเช่น electronic/dance หรือฮิปฮอป ควรจะใช้หูฟังเบสหนักๆ ฟังถึงจะสนุก หรือพวกเพลงโอเปร่าที่จะเน้นเสียงย่านกลางแหลมที่ชัดเจนจัดจ้านเป็นหลัก แต่สุดท้ายแล้วถ้าเสียงหูฟังที่ซื้อมาไม่ถูกใจคนใช้ก็คงจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปอยู่ดี จึงต้องถามตัวเองก่อนไปเลือกซื้อว่าต้องการเสียงประมาณไหนจึงจะพอใจ ซึ่งแนวของหูฟังเองก็จะมีหลายแบบ ทั้งพวกที่เน้นเบสหนักๆ หรือบาลานซ์แนวกลางๆ ไปจนถึงแนวที่เน้นความใส ลองเทียบง่ายๆ ก็เอาเพลงที่เราฟังบ่อยๆ ไปลองกับหูฟังหลายๆ แบบ ก็จะรู้สึกได้ว่าเวลาฟังแล้วเสียงที่ได้มันต่างกัน

3.เลือกประเภทหูฟังให้เหมาะสมกับการใช้งาน

ถ้าแบ่งประเภทหูฟังตามรูปร่างและขนาดจะแบ่งได้ประมาณ 5 ประเภทหลักๆดังนี้

หูฟัง earbud

เป็นหูฟังที่เราเห็นกันมาตั้งแต่ยุค Sony Walkman ที่เป็นเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ทเคลื่อนที่ พกพาสะดวก สวมใส่ง่าย แต่มีข้อเสียตรงที่มันไม่เก็บเสียง ทำให้เวลาฟังเพลงหรือรายละเอียดที่ได้อาจจะไม่ครบเวลาเราอยู่ในสถานที่ที่มีเสียงดัง

หูฟัง in-ear

หูฟังที่มีจุกยาง (หรือจุกโฟม) ใส่เข้าไปในรูหูของเรา ทำให้เราแทบไม่ได้ยินเสียงรบกวนรอบข้างเลย ทำให้ได้ยินเนื้อเสียงและรายละเอียดต่างๆ ได้ดีกว่าหูฟัง earbud แต่ข้อควรระวังคือเวลาใส่เดินตามถนน เพราะเราจะไม่ได้ยินเสียงรถหรือสิ่งต่างๆ ภายนอกเลย ทำให้เกิดอันตรายได้ (จริงๆ ขนาดของตัวจุกยางหรือจุกโฟมก็มีผลต่อการฟังเพลงและการขับเสียงด้วย แต่เดี๋ยวจะยาว ติดเอาไว้ก่อนละกัน)

หูฟัง ear clip

เป็นหูฟังที่เราไม่ค่อยจะได้เห็นกันแล้วในสมัยนี้ โดยเมื่อก่อนจะมีรุ่นดังๆอย่าง Koss KSC35 ซึ่งหาซื้อได้ค่อนข้างยากแล้ว และก็ไม่ค่อยมียี่ห้อไหนผลิตออกมาด้วย

 หูฟัง on-ear

เป็นหูฟังขนาดใหญ่ที่มีตัวโฟมวางอยู่บนใบหู มีขนาดไดรเวอร์ที่ใหญ่กว่าหูฟัง earbud และ in-ear มาก ทำให้จำลองเสียงออกมาได้ดี มีสเตจที่กว้างกว่าหูฟัง 3 ประเภทด้านบน (แต่ก็ไม่เสมอไป) หลายๆ แบรนด์ออกแบบหูฟังนี้ให้พับเก็บเล็กๆได้ น้ำหนักเบา ใส่กระเป๋าพกพาสะดวก

หูฟัง over-ear

หลายๆ คนเรียกหูฟังประเภทนี้ว่าหูฟังแบบครอบหู โดยตัวโฟมหูฟังมีขนาดใหญ่ครอบหูทั้งใบของเราไว้ มีขนาดไดรเวอร์ใหญ่ที่สุดในหูฟังทั้ง 5 ประเภท แต่มีขนาดตัวหูฟังที่ใหญ่เทอะทะหน่อย แต่แน่นอนว่าได้สเตจกว้างสุดกว่าทุกประเภท แรกๆ ตัวหูฟังนั้นใหญ่และหนักจนส่วนมากจะเอาไว้ฟังที่บ้านกัน แต่หลังๆ จะเห็นว่ามันกลายเป็นแฟชั่น หลายๆ คนก็ใส่ออกมาเดินตามท้องถนนกันเยอะไม่แพ้แบบ on-ear

ยังมีหูฟังรูปร่างอื่นๆ อีกอย่างเช่น Custom IEM (Custom In-Ear Monitor) ที่เป็นหูฟังสั่งทำอีกด้วยแต่ว่าตอนนี้เราจะพูดถึงแค่หูฟังที่หาซื้อสำเร็จได้ทั่วไปก่อนครับ

4.ทำความรู้จักกับชนิดของไดรเวอร์

ไดรเวอร์เป็นส่วนที่ให้กำเนิดเสียงที่ใช้ในหูฟังส่วนใหญ่จะเป็นไดรเวอร์แบบที่เรียกว่า dynamic โดยเป็นไดรเวอร์ตัวเดียวแต่สามารถให้กำเนิดเสียงได้ทุกย่านความถี่ คือรับผิดชอบไปตั้งแต่เบส กลาง แหลม

ไดรเวอร์แบบ balanced armature

ซึ่งจะต่างจากไดรเวอร์แบบ balanced armature ที่อยู่ในหูฟังประเภท IEM (In-Ear Monitor) ตรงที่ไดรเวอร์แต่ละตัวจะรับผิดชอบเสียงในย่านต่างๆ โดยแต่ละข้างของหูฟังประเภทนี้ก็จะมีไดรเวอร์อยู่หลายตัวเลยทีเดียว อาจเขียนตามกล่องว่า dual, triple driver ซึ่งก็หมายความว่าหูฟังแต่ละข้างมีไดรเวอร์ 2 และ 3 ตัวอยู่นั่นเอง (มีตั้งแต่ 2-12 ตัว) ก็จะทำให้ผู้ผลิตสามารถนำไดรเวอร์ที่เด่นในย่านต่างๆ มาใส่และการแยกชิ้นเครื่องดนตรีต่างๆ ดียิ่งขึ้นอีกด้วย อย่างเช่น Westone Am Pro 20 (Dual Driver) และ 30 (Triple Driver)

5. มีสายหรือไร้สาย? เทคโนโลยีการเชื่อมต่อของหูฟังไร้สาย

ในตลาดหูฟังทั่วไปก็จะมาพร้อมแจ็ค 3.5 ซึ่งใช้งานสะดวก หยิบขึ้นมาเสียบก็พร้อมฟังทันที ข้อดีคือคนยังชอบและเชื่อกันว่าเสียงจากระบบ Analog ที่ผ่านมากับสายสัญญาณนั้นเสียงดีกว่าแบบไร้สาย ก็จะนิยมใช้งานแบบมีสายกันอยู่
9
แบ่งปันภาพถ่าย / สารพัดวิธีประหยัดไฟ ลดใช้พลังงาน
« กระทู้ล่าสุด โดย Jevodei เมื่อ กุมภาพันธ์ 27, 2019, 02:30:06 PM »
จากเหตุการณ์ฉุกเฉินที่รัฐอาจไม่สามารถผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้งาน เนื่องจากพม่าหยุดส่งก๊าซธรรมชาติให้ไทยชั่วคราว จะมีทางไหนกันที่เราจะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าเพื่อให้ผ่านพ้นช่วยเวลาดังกล่าวได้บ้าง

          นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นกังวลอยู่ใม่น้อย สำหรับการที่รัฐบาลได้ออกมาขอความร่วมมือจากประชาชน ให้ช่วยกันประหยัดไฟในช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ สืบเนื่องมาจากการที่แท่นขุดเจาะก๊าซของประเทศพม่าในแหล่งยาดานา ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของไทยเกิดการทรุดตัว ชำรุดเสียหาย ส่งผลให้จำต้องหยุดส่งก๊าซธรรมชาติให้ไทยชั่วคราว เพื่อเริ่มทำการซ่อมบำรุงในวันที่ 4 - 12 เมษายน ซึ่งการหยุดส่งก๊าซของจากพม่าในครั้งนี้ จะทำให้ก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของไทยหายจากระบบถึง 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ประกอบกับเหตุท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุการทิ้งสมอเรือ ทำให้ก๊าซหายไปจากระบบเพิ่มขึ้นอีก 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

          และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีแผนรับมือกับสถานการ์ณที่เกิดขึ้นโดยการนำโรงไฟฟ้าที่ปิดไปแล้วกลับมาใช้ใหม่ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถผลิดไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการใช้งานของคนในประเทศได้ เนื่องจากช่วงเวลาที่พม่าจะหยุดส่งก๊าซธรรมชาติเข้ามาในไทยชั่วคราวนั้น เป็นช่วงเวลาก่อนวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่โรงงานอุตสาหกรรมจะเร่งกระบวนการผลิตก่อนวันหยุดยาว อีกทั้งยังเป็นช่วงฤดูร้อนที่ประชาชนมันจะใช้ไฟมากกว่าปกติอีกด้วย ทำให้อาจะเกิดปัญหาตามมาคือ "ไฟดับ" ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อภาคอุตสาหกรรม

           จากสิ่งเหล่านี้ ทำให้กระทรวงพลังงานได้เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วน ให้ช่วยกันประหยัดการใช้พลังงานในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานไปต่อได้ตามปกติ ทั้งยังจะทำให้คนทั้งประเทศสามารถใช้พลังงานได้อย่างไม่มีสะดุด

           อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว สำหรับการประหยัดไฟนั้น เป็นเรื่องที่พวกเราทุกคนควรจะร่วมมือกันทำเป็นปกติอยู่แล้วในทุก ๆ วัน ไม่ใช่เพียงการประหยัดแค่เฉพาะช่วงที่เกิดเหตุฉุกเฉิน นั่นเพราะว่าการประหยัดไฟ นอกจากจะเป็นการช่วยชาติ ช่วยรักษาเงินในกระเป๋าของเราแล้ว ยังเป็นการช่วยโลกอีกต่างหาก ซึ่งการประหยัดไฟ ก็เป็นสิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัวที่เราสามารถทำได้กันทุกคนอยู่แล้ว ว่าแต่จะมีวิธีไหนบ้างนั้น วันนี้เรามีมาบอกกันจ้า
10
วันละภาพ / Re: ใครมีภาพที่ภูเก็ตบ้างครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย Ayisworth เมื่อ กุมภาพันธ์ 27, 2019, 12:17:36 PM »
ตอนนี้กล้องผมพังรอได้ป่ะเด๋วเอามาโชว์ครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 10