กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
กิจกรรมของบ้านร่องไผ่ / Re: เพื่อนๆ ชอบเพลงอะไรมากที่สุด
« กระทู้ล่าสุด โดย Pleasxc เมื่อ พฤษภาคม 16, 2019, 03:23:14 PM »
ใช่ครับ ต้องจังหวะเร็วๆ
2
ประวัติและข้อมูลบ้านร่องไผ่ / Re: ใครมีบางประวัติ
« กระทู้ล่าสุด โดย Pleasxc เมื่อ พฤษภาคม 16, 2019, 03:22:36 PM »
ถ้ามีก็เอามาแชร์กันได้ครับ
3
แบ่งปันภาพถ่าย / Re: แชร์ภาพทำไงครับ
« กระทู้ล่าสุด โดย Pavalned เมื่อ พฤษภาคม 15, 2019, 11:49:52 AM »
ดีมากเลยครับ
4
แบ่งปันภาพถ่าย / เลือกแว่นกันแดดอย่างไร ให้ถนอมสายตา
« กระทู้ล่าสุด โดย Christo เมื่อ เมษายน 26, 2019, 11:31:00 AM »
ไม่ว่าฤดูไหนบ้านเราก็ยังสามารถสัมผัสกับแสงแดดได้เสมอ แว่นกันแดดจึงเป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่หลายคนนิยมซื้อมาสวมใส่ นอกจากจะป้องกันการถูกทำร้ายจากรังสียูวีในแสงแดดแล้ว หนุ่มสาวหลายคนเลือกที่จะสวมแว่นกันแดดเพื่อเสริมสร้างบุคลิกให้ดูดีและทันสมัยไปพร้อมกัน Health News ฉบับนี้มีวิธีการเลือกซื้อแว่นกันแดดที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องและถนอมดวงตาของเรา

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือเลนส์ ซึ่งมีทั้งเลนส์ที่ทำจากแก้วและเลนส์ที่ทำจากพลาสติก ข้อแตกต่างระหว่างเลนส์สองชนิดนี้คือ เลนส์แก้วจะแข็งกว่าและเกิดรอยขีดข่วนได้ยากกว่า แต่หนัก ส่วนเลนส์พลาสติกจะเบากว่าและทนต่อแรงกระแทกได้มากกว่า แต่เกิดรอยขีดข่วนง่าย จึงมีการเคลือบสารบางชนิดเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน ทำให้มีราคาแพง เลนส์แว่นตาที่ดีนั้นเมื่อเรามองเส้นตรงผ่านเลนส์ข้างใดข้างหนึ่ง แล้วขยับแว่นเลื่อนเข้าเลื่อนออกช้าๆ เส้นตรงนั้นจะต้อง ไม่คดเบี้ยว

สีของเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดคือแดง เทา เขียว น้ำตาล เพราะจะไม่ทำให้การมองสีอย่างเช่นสีไฟสัญญาณจราจรผิดเพี้ยนไป ส่วนเลนส์สีเข้มที่ไม่ได้เคลือบสารกรองหรือป้องกันรังสียูวีไม่สามารถปกป้องดวงตาจากอันตรายของรังสียูวีได้ แต่จะยิ่งทำให้ดวงตาได้รับแสงยูวีมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเวลาอยู่ในที่มืดหรือที่สลัว รูม่านตาของเราจะขยายตัวมากขึ้น ทำให้ดวงตาได้รับรังสียูวีมากขึ้นด้วย

วิธีสังเกตว่าแว่นกันแดดที่ซื้อป้องกันรังสียูวีได้ หรือไม่ ดูได้จากถ้ามีข้อความ ‘400 UV Protection' ระบุอยู่ แสดงว่ามีการเคลือบสารป้องกันรังสียูวีในระดับที่ปลอดภัย เพราะรังสียูวีมีความยาวคลื่น 200-400 นาโนเมตร และตัวเลข 400 มาจาก 400 นาโนเมตร ซึ่งเป็นระยะที่รังสียูวีส่องผ่านไม่ถึงหรือเป็นระยะที่ป้องกันรังสียูวีได้ 100% ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ในยุโรปอเมริกาและอีกหลายๆ ประเทศ หรือถ้ามีสัญลักษณ์ CE ตรารับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากยุโรปกำกับอยู่ ก็ถือเป็นการการันตีคุณภาพเช่นกัน

ในการเลือกรูปทรงของแว่น  นอกจากเรื่องของความเท่ หรือความชอบส่วนตัวแล้ว ควรเลือกให้เหมาะสมกับรูปหน้า โดยไม่ควรเลือกแว่นกันแดดที่คับเกินไปจนอึดอัดหรือเจ็บที่ขมับ แต่ก็ต้องไม่หลวม จนตกมาอยู่ที่จมูก ทำให้เวลามองต้องลดสายตาลงต่ำ เพราะอาจทำให้ปวดตาหรือปวดหัวได้ เวลาที่สวมแว่นกันแดดแล้ว ต้องมีแสงลอดผ่านเข้าดวงตาน้อยที่สุด ทั้งจากด้านบนและด้านล่าง แต่ไม่ต้องใกล้ถึงขนาดเวลาสวมใส่แล้วเลนส์เข้ามาชิดขนตา

การซื้อแว่นกันแดดจากร้านที่มีที่อยู่แน่นอน มีรายละเอียดข้อมูลผู้ผลิต และมีใบรับประกันคุณภาพ ย่อมสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ได้มากกว่า ซึ่งแว่นกันแดดนั้น มีกำหนดอายุการใช้งานเพียง 2-3 ปี เพราะฉะนั้นเวลาซื้อต้องศึกษาข้อมูล วันที่ผลิตจากคู่มือหรือใบรับรอง ใครที่กำลังมองหาแว่นกันแดด อย่าลืมว่าแว่นกันแดดที่ดีต้องทำหน้าที่ปกป้องและถนอมสายตาของเราด้วยนะ
5
ข้อตกลงการใช้บอร์ด / Re: ข้อตกลงของการใช้บอร์ด
« กระทู้ล่าสุด โดย Netstar เมื่อ เมษายน 25, 2019, 12:18:09 PM »
รับทราบครับ
6
แบ่งปันภาพถ่าย / วิธีเลิกกาแฟ สำหรับคนติดกาแฟ เลิกยาก
« กระทู้ล่าสุด โดย Yochii เมื่อ เมษายน 24, 2019, 11:29:18 AM »
กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนติดกันงอมแงม กาแฟส่งผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง ทำให้กระดูกพรุน กระตุ้นระดับความดันโลหิตให้สูงขึ้น ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว สำหรับผู้ที่อยากเลิกกาแฟ แต่ทำไม่ได้สักที เรามีวิธีการเลิกกาแฟง่าย ๆ มาฝากกัน

1.ลดปริมาณการดื่มลงทีละน้อย

คนที่ติดกาแฟ อาจดื่มกาแฟมากถึงวันละ 3 – 4 แก้ว  ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ การเลิกกาแฟในทันที อาจทำให้ร่างกายต่อต้าน จนทำให้รู้สึกไม่สดชื่น ไม่มีสมาธิ ซึมเศร้า ดังนั้นให้ค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มลงทีละน้อยจนร่างกายเคยชิน จะทำให้เลิกดื่มกาแฟได้ง่ายขึ้น 

2.ลองทานยาแก้ปวด

การทานยาแก้ปวดไม่ได้ช่วยทำให้เลิกกาแฟได้ แต่การทานยาแก้ปวด จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากการเลิกกาแฟ การเลิกกาแฟทันที จะทำให้เกิดอาการปวดหัว จนต้องหากาแฟมาดื่มทันที นี้จึงเป็นเหตุผลว่าเลิกกาแฟไม่ได้สักที

3.ดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นแทน

กลิ่นของกาแฟเป็นตัวการหลักที่ทำให้เราติดกาแฟ หากอยากเลิกกาแฟ ลองเปลี่ยนมาดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน โดยกาแฟชนิดนี้ก็มีกลิ่นคล้ายกับกาแฟปกติ เพียงแต่ไม่มีคาเฟอีนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในช่วงแรกอาจดื่มคู่กับกาแฟปกติไปก่อน แล้วค่อยลดการดื่มกาแฟปกติให้น้อยลงตามสัดส่วน ถ้าหากอยากเลิกดื่มกาแฟให้เร็วขึ้น ลองดื่มน้ำอุ่นหรือดื่มชาไปเลยจะดีที่สุด

4.ทานอาหารที่มีประโยชน์

การทานอาหารที่มีประโยชน์ในช่วงที่เลิกกาแฟ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ เพื่อช่วยลดอาการอ่อนเพลีย จากการเลิกกาแฟ หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะยิ่งทำให้ง่วงและเพลียมากกว่าเดิม จนต้องหันกลับมาดื่มกาแฟเหมือนเดิม

5.งดแอลกอฮอล์

การดื่มแอลกอฮอล์จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ทุกครั้งที่ดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกอยากดื่มกาแฟมากขึ้น หากอยากเลิกดื่มกาแฟให้ได้ ลองงดการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเลิกกาแฟดู

6.ทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย

การเลิกกาแฟอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น สมองตื้อ คิดอะไรไม่ค่อยออก ไม่มีสมาธิ จนส่งผลทำให้เกิดความเครียดได้ ลองทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายร่างกายและสมองอย่างเช่น การฝึกโยคะ การนวด การดูหนังที่ชอบเป็นต้น

7.ทานอาหารมื้อเช้า

หลายคนมักจะดื่มกาแฟถ้วยเดียวเป็นอาหารเช้า การดื่มกาแฟไม่ถือว่าเป็นมื้อเช้า หากอยากเลิกดื่มกาแฟให้รับประทานอาหารเช้าให้อิ่ม จะทำให้ร่างกายลดความอยากกาแฟลง เพราะว่าได้รับสารอาหารเพียงพอแล้ว

หลายคนพยายามเลิกกาแฟแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ลองนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ โดยการพยายามลดปริมาณการดื่มกาแฟลงทีละน้อย หากยังไม่สามารถเลิกกาแฟได้อย่างจริงจัง ลองเปลี่ยนไปดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนไปก่อน แล้วจึงค่อยลดปริมาณการดื่มกาแฟลง จะทำให้เลิกกาแฟได้ง่ายขึ้น
7
นี่ก็เข้าสู่หน้าร้อนแบบจริงจังกันแล้ว สังเกตได้ง่ายๆ จากแสงแดดและอากาศที่ร้อน ร้อนและร้อนขึ้นทุกวัน วิธีคลายร้อนที่คนในยุคปัจจุบันที่มักจะนึกออกกันเป็นอันดับแรกๆก็คงจะเป็นการเดินห้างสรรพสินค้าและตากแอร์ให้ฉ่ำปอดใช่มั้ย วันนี้จะมาแนะนำ 7 วิธีคลายร้อนง่ายๆ ตามแบบคนโบราณที่เราขอบอกเลยว่าสามารถทำได้จริงๆ ในปัจจุบัน ไม่ลำบากลำบน แถมไม่เปลืองค่าไฟอีกด้วย พร้อมแล้วตามมาดูกันเลย
1. อาบน้ำเย็นและทาตัวด้วยแป้งเย็น
วิธีคลายร้อนไปเที่ยวทะเล วิธีคลายร้อนง่ายๆ ที่คลาสสิกและเบสิกที่สุด ใช้กันมาในทุกยุคทุกสมัย คือ การอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยคลายร้อนและลดผดผื่นที่อาจเกิดจากเหงื่อที่อับชื้นได้ แถมประแป้งเย็นเพิ่มหลังอาบน้ำเข้าไปอีก แค่นี้ก็ไม่ร้อนแล้ว

เคล็ดลับการทาแป้งให้เย็นอย่างยาวนานคือ ทาแป้งเย็นหลังจากอาบน้ำเสร็จมาหมาดๆ และไม่ต้องเช็ดตัวจนแห้งสนิทเพราะเมื่อแป้งเย็นสัมผัสกับความชื้นที่ผิวที่ยังหมาดๆ จะทำให้รู้สึกได้ถึงความเย็นแบบซ่าบซ่านกันเลยทีเดียว แต่ถ้าทาตอนที่ผิวแห้งสนิทแล้ว ความเย็นที่ได้ก็จะลดน้อยลง และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรใช้แป้งเย็นกับผิวที่บอบบาง เพราะแป้งเย็นอาจทำปฏิกิริยาจนทำให้ผิวหนังบริเวณแสบ มีผื่นแดง และไหม้ได้นั่นเอง

2. ดื่มน้ำเย็น

อีกหนึ่งวิธีคลายร้อนง่ายๆ ไม่แพ้การอาบน้ำเย็นคือ หาน้ำเย็นๆ สักแก้วมาดื่มให้ชื่นใจ แต่ถ้าจะให้สดชื่นมากขึ้นอีก ลองใช้วิธีคลายร้อนตามแบบคนโบราณโดยการหยดน้ำยาอุทัยทิพย์ลงไปในน้ำดื่ม เพื่อเพิ่มความหอมและช่วยดับกระหาย

น้ำยาอุทัยทิพย์มีฤทธิ์เป็นยาเย็น เป็นสมุนไพรที่ใช้แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ ด้วยสมุนไพรไทยอย่างฝาง ที่มีสรรพคุณบำรุงโลหิต ทำให้เลือดเย็น แก้ท้องร่วง ธาตุพิการ แก้กระหายน้ำได้ดี และยังมีชะเอมเทศ และอบเชยเทศ ที่มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ขับลมเบื้องต่ำ รักษาไข้หวัด แก้เสมหะ แก้หวัดน้ำมูกไหลได้อีกด้วย แต่ถ้าใครไม่ชอบกลิ่นของน้ำยาอุทัย ลองนำดอกมะลิสดมาลอยในน้ำเย็นเป็นน้ำลอยดอกมะลิก็หอมชื่นใจไม่แพ้กันเลย

3. กินของหวานเย็น

รู้หรือไม่ว่าขนมไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะขนมไทยตระกูลลอยแก้วต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กระท้อนลอยแก้ว สละลอยแก้ว มะยงชิดลอยแก้ว ว่านหางจระเข้ลอยแก้ว หรือส้มลอยแก้ว ก่อนที่จะกินของหวานเย็นๆ เหล่านี้ ให้ทุบน้ำแข็งละเอียดเย็นชื่นใจใส่ลงไปด้วย แต่ระวังอย่าปรุงรส เติมน้ำเชื่อมจนหวานเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้อ้วนแบบไม่รู้ตัว โรคภัยจะถามหาได้

4. กินอาหารมีฤทธิ์เย็น
อาหารฤทธิ์เย็นคือ อาหารรสจืดหรือหวานจากธรรมชาติไม่จัดจ้านเกินไป มีเส้นใยอาหารสูง ให้พลังงานต่ำ อย่างเช่น ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน บวบ ฟัก แตงต่าง ๆ สายบัว มะรุม ยอดฟักแม้ว ว่านหางจระเข้ ถั่วงอก บล็อกโคลี หัวไชเท้า เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู

หรือถ้าเป็นผลไม้ก็เช่น มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป สับปะรด ส้มโอ กล้วยน้ำว้า สตรอเบอร์รี่ น้ำมะพร้าว หน้าร้อนแบบนี้ลองนำพืชผักผลไม้ที่ฤทธิ์เย็นมาทานกันดู แต่ถ้าใครยังอยากรับประทานอาหารที่มีรสจัดจ้านอยู่ ให้ทานคู่กับผักและตบท้ายด้วยผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เพียงเท่านี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

5. ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า
ถ้าหากร้อนจนทนไม่ไหวจริงๆ แถมยังขี้เกียจอาบน้ำด้วยอีกต่างหาก ให้นำผ้าขนหนูผืนเล็กๆ นำไปชุบน้ำเย็น จากนั้นมาเช็ดที่ใบหน้า แขน ขา หรือตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือถ้าอยากจะเพิ่มเลเวลความเย็นสะใจให้มากขึ้นอีก แนะนำให้นำไปแช่ตู้เย็นไว้สัก 5-10 นาทีก็ไม่ว่ากัน แค่นี้ก็ช่วยคลายความร้อนไปได้เยอะ สบายตัวขึ้นแน่นอน
8
จะไปซื้อตู่เย็นพอดี ดีนะมาเห็นโพสนี้ก่อน
9
แบ่งปันภาพถ่าย / รวมพื้นฐานการถ่ายภาพที่ควรรู้
« กระทู้ล่าสุด โดย Inivata เมื่อ เมษายน 01, 2019, 10:23:06 AM »
รวมพื้นฐานการถ่ายภาพครบเครื่องในอัลบั้มเดียว เริ่มต้นได้ง่าย อ่านคนเดียวก็ได้ พยายามทำให้เข้าใจง่ายที่สุดแล้ว เริ่มตั้งแต่เรื่องรูรับแสง, ความเร็วชัตเตอร์, ISO, ทางยาวโฟกัส , คอมโพซิชั่น และโหมดการถ่ายภาพ คือพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุด แล้วก็ให้ทุกคนที่อยากถ่ายภาพเริ่มต้นได้ง่ายที่สุดครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นถ่ายภาพนะครับ
Aperture – รูรับแสง

เรื่องของรูรับแสง เลนส์ที่รูรับแสงกว้าง แสงจะเข้าที่กล้องมาก ถ่ายภาพกลางคืนได้ดีครับ และที่สำคัญคือทำให้เกิดเอฟเฟคที่ชอบมากคือหน้าชัดหลังเบลอ

ส่วนรูรับแสงแคบ คือตรงกันข้าม ภาพจะเข้าที่กล้องน้อยลง แต่จะได้เอฟเฟคที่เกิดการชัดลึก คือภาพชัดทั้งภาพเลย เหมาะกับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ครับ
Shutter Speed – ความเร็วชัตเตอร์

ว่ากันด้วยเรื่องของความเร็วชัตเตอร์ ความเร็วชัตเตอร์หลักเลยคือเราใช้จับภาพที่เคลื่อนไหวให้นิ่งครับ แต่ก็ผลกระทบเหมือนกันคือเมื่อความเร็วชัตเตอร์เราเพิ่มขึ้น แสงจะเข้ากล้องน้อยลง เพราะงั้นการใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงควรใช้ในสถานที่ ที่อยู่กลางแจ้ง มีแสงมากครับ เพื่อจะได้ไม่ต้องเพิ่ม ISO

แต่ Speed Shutter ที่ช้าลงจะทำให้เราเก็บแสงได้มากขึ้น และก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่เราใช้ในการลากแสงไฟนั่นเองดังนั้นการจะใช้ชัตเตอร์เท่าไหร่นั้นไม่มีกฎตายตัวนะครับ อยู่กับว่าเราอยากได้ภาพแบบไหน และเรากำลังเจอสถานการณ์ไหนนั่นเองครับ
ISO – ค่าความไวแสง

ISO เป็นความไวแสงที่กล้องมีครับ ถ้ายิ่ง ISO มาก กล้องก็จะไวแสงมาก ข้อดีคือ ISO สูงจะทำให้เราถ่ายภาพในที่มืดได้ แต่การที่ ISO สูงมากก็จะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนหรือว่า Noise นั่นเองครับ

ดังนั้นการเลือกใช้ ISO ก็ควรดูด้วยว่าเราต้องการอะไรในภาพตอนนั้น ถ้าเราถ่าย Landscape กลางแจ้ง มีขาตั้ง เราก็ไม่ต้องดัน ISO ครับ ใช้ต่ำที่สุดที่กล้องให้ก็ได้

แต่ถ้าหากเราถ่ายภาพในอาคาร เราไม่สามารถเพิ่มรูรับแสง หรือลดสปีดจนถือกล้องได้แล้ว เราก็ควรเลือกที่จะดัน ISO เพื่อให้กล้องรับแสงได้ไวขึ้นครับ มี Noise ดีกว่าไม่ได้ภาพเลยนะครับ
Focal Length – ทางยาวโฟกัส

ทางยาวโฟกัส ถ้าจะให้ละเอียดวันนึงคงไม่จบแน่ ทางยาวโฟกัสที่อยากให้มือใหม่เข้าใจง่าย ๆ คือก็จะมี 3 ระยะด้วยกันคือ

1. มุมกว้าง ระยะประมาณ 50mm ลงมาครับ ส่วนใหญ่ปัจจุบันเลนส์กว้างที่ใช้มาก ๆ คือ Ultra Wide ระยะประมาณ 12mm – 16mm เพราะว่าถ่ายภาพได้อลังการงานสร้างมาก

2. ระยะ Normal ระยะ 50mm ครับ เป็นช่วงระยะประมาณสายตา ถ่ายง่าย และเลนส์ 50mm เป็นเลนส์ครูที่มือใหม่ทุกคนควรใช้ครับ เพราะเราจะรู้สไตล์ตัวเองได้จากเลนส์ 50mm นั่นเองว่าควรใช้เลนส์แคบหรือกว้างกันแน่

3. ระยะ Telephoto คือเลนส์ที่มีช่วงซูมมาก ๆ เหมาะกับการถ่ายดึงภาพไกล ๆ อย่างทิวทัศน์เน้นมุมแคบ ดึงภาพจากภูเขามาได้เลย หรือว่าถ่ายภาพบุคคลที่เน้นเจาะครึ่งตัวก็จะใช้ Tele ประมาณ 85mm ครับ

ระยะเลนส์ที่เหมาะสมนั้นอยู่ที่เราจะเลือกใช้ แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อช่วงทางยาโฟกัสเลนส์มากขึ้น มุมภาพที่รับได้ก็จะแคบลงครับ ควรเข้าใจถึงข้อจำกัดตรงนี้ด้วยนะ
White Balance – ค่าสมดุลแสงสีขาว

White Balance จะคอยทำหน้าที่ควบคุมให้สีของภาพออกมาตรงอย่างที่ตาเห็นโดยดูจากสมดุลของแสงสีขาวนั่นเองครับ

ประโยชน์ของ White Balance คืออะไร
อย่างที่บอกว่าเมื่อกล้องรับภาพ รับแสงเข้ามา เมื่อสีในภาพเกิดอาการผิดเพี้ยน ติดสีส้มเยอะเกินไป หรือสีฟ้าเยอะเกินไป กล้องก็จะคอยปรับค่า White Balance ให้สมดุลกับภาพที่เราเห็น ทำให้ภาพของเราออกมาสีตรงนั่นเองครับ สังเกตว่าอาการสีเพี้ยน ๆ นี้มักจะเกิดเมื่อเราถ่ายภาพในอาคาร ในห้อง ที่แสงจะไม่มากนัก ซึ่งอาการนี้จะเกิดกับกล้องมือถือหรือกล้องมิลเรอร์เลส (mirrorless) ก็ได้ แล้วในเมื่อกล้องปรับให้เรา ทำไมเราต้องมาเรียนเรื่อง White Balance กันล่ะ?

Composition & Rule of Third – การจัดองค์ประกอบภาพ และ กฎสามส่วน

เราจะเห็นได้ว่าในช่องมองภาพของกล้องเราที่ผู้ผลิตทำมาจะมีจุดตัด 9 ช่อง ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักในแนวตั้ง และ 3 ส่วน หลักในแนวนอน โดยจุดตัดนี้เราจะใช้วิธีการจัดองค์ประกอบร่วมกันสองแบบครับ

วิธีแรกที่จะใช้ก่อนเลยคือ กฎสามส่วน วิธีนี้มักจะใช้แบ่งสัดส่วนของพื้นดินและท้องฟ้า ถ้าต้องการนำเสนอท้องฟ้าให้เด่น ก็เป็นท้องฟ้า 2 ส่วน พื้นดิน 1 ส่วน, ถ้าเน้นพื้นดินก็ พื้นดิน 2 ส่วน ท้องฟ้า 1 ส่วน

จากนั้นเราจะสร้างจุดสนใจให้กับแบบ ถ้าเราสังเกตเวลาถ่ายภาพเราจะไม่วางจุดสนใจไว้ตรงกลางภาพเท่าไหร่ วิธีการนั้นคือวางแบบหลักให้อยู่ตรงจุดตัด 9 ช่อง ดูต้นไม้นี้นะครับ ถูกวางไว้ในจุดตัดอย่างชัดเจน ทำให้แบบดูน่าสนใจเลย
10
แบ่งปันภาพถ่าย / กล้องติดรถยนต์ ยี่ห้อไหนดี?
« กระทู้ล่าสุด โดย Nimuito เมื่อ มีนาคม 28, 2019, 11:46:21 AM »
ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นมากมายอาจจะเป็นเพราะว่ารถยนต์ในเมืองไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมากและผู้ขับขี่เองมีความประมาทมากขึ้นเนื่องจากเราสามารถใช้โทรศัพท์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ตลอดเวลา ทำให้เป็นตัวดึงความสนใจของเราได้มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน เพื่อนๆเคยเป็นไหมที่อยากจะเช็คโทรศัพท์ทุกๆ 5 นาทีทั้ง ๆ ที่เราขับรถอยู่?และการใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่นั้นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งนอกจากความมึนเมาและความประมาทเลินเล่อบนท้องถนนแล้ว จริงๆแล้วการขับขี่ด้วยความมีวินัยนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกฎจราจรแล้วยังเป็นสามัญสำนึกขั้นพื้นฐานที่ผู้ขับขี่พึงมีอีกด้วย แต่ถ้าถามว่าเราเป็นคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว แล้วคนอื่นล่ะ? คนอื่นที่เราไม่สามารถควบคุมได้เราจะทำยังไง? ดังนั้น นอกจากจะมีตำรวจคอยช่วยเราแล้วทุกวันนี้เราก็ต้องปกป้องตัวเองด้วยการติดกล้องติดรถยนต์นั้นก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้ เราจะเห็นจากหลายคนสามารถถ่ายคลิปอุบัติเหตุหลายครั้งได้ แม้จะไม่ใช่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับตนแต่ก็สามารถถ่ายสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนนและโพสต์ตามโซเชียลมีเดียหรือแม้กระทั่ง YouTube เพื่อการช่วยเตือนสติคนที่ขับรถให้มีความระมัดระวังมากขึ้นได้ หลายคนบอกว่าติดกล้องรถยนต์เพื่อเอาไว้เถียงตำรวจก็มี บางคนบอกว่าเอาไว้จับผิดสิ่งต่างๆบนท้องถนน บางคนก็บอกว่าติดไว้เพื่อบันทึกภาพวิวสวยๆขณะขับขี่เมื่อเดินทางไปเที่ยว และหลายคนบอกว่าติดกล้องติดรถยนต์เพื่อที่จะไว้ป้องกันตนเองเมื่อยามเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเกิดเหตุร้ายอย่างอุบัติเหตุขึ้นได้
เราจึงรู้สึกว่าการติดกล้องรถยนต์มีประโยชน์มากมายหลายอย่างทำให้เราอุ่นใจมากขึ้นเวลาขับขี่รถยนต์โดยเฉพาะในสมัยที่การขับขี่รถยนต์เป็นเรื่องที่อันตรายเพิ่มขึ้นเนื่องจากสามัญสำนึกของคนที่ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนและความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่นนั้นอาจจะน้อยลงไปวันนี้เราจึงจะมารีวิวกล้องติดรถยนต์ว่ายี่ห้อไหนดีเหมาะที่จะติดในรถของคุณ ๆ เรามาดูกัน7 รุ่นที่เป็นที่นิยมกันในตลาดและหาซื้อได้ในบ้านเรากัน ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มกันเลย
หน้า: [1] 2 3 ... 10